PASSION TO SUCCESS

การจัดสรรสินทรัพย์เบื้องต้น
คุณณัฐนันท์ บ่างสมบูรณ์

การจัดสรรสินทรัพย์เบี้องต้น หรือ Basic Asset Allocation เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ คำที่ผู้อยู่ในแวดวงการลงทุนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งหากให้อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อ 2 จุดประสงค์ คือ 1. เพื่อให้ผลตอบแทนการลงทุน เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ และที่สำคัญก็คือ 2. เพื่อให้ความผันผวนอยู่ในระดับที่ผู้ลงทุนสามารถรับได้ ภายใต้กรอบระยะเวลาของการลงทุน

โดยมีจุดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก่อนที่จะมีการจัดสรรสินทรัพย์ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล ก็คือการประเมินความเสี่ยง ซึ่งมีอยู่ 2 ปัจจัยที่ต้องได้รับการพิจารณา คือ 1. ความเต็มใจในการยอมรับความเสี่ยง (Willingness to take risk) ของนักลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน และ 2. ความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability to take risk) ของผู้ลงทุน โดยปกติแล้วทั้ง 2 ปัจจัยควรต้องสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตามมีบางครั้งที่ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ซึ่งประเมินจากรายได้ อายุ ภาระหนี้สิน และความรู้ด้านการลงทุน อาจไม่สอดคล้องกับความเต็มใจในการยอมรับความเสี่ยงก็เป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก ไม่มีภาระหนี้สิน มีเงินออมมากกว่า 6-12 เท่าของเงินเดือน ทำงานด้านการลงทุน อายุ 25 ปี หากประเมินความสามารถในการยอมรับความเสี่ยง (Ability to take risk) ซึ่งในทางปฎิบัติใช้วิธีการประเมินจากแบบสอบถาม จะพบว่า นาย ก สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากมีเงินออมมาก ไม่มีภาระหนี้สิน มีความรู้ด้านการลงทุน และอายุอยู่ในช่วงระยะสะสม แต่นาย ก มีความกังวลมากต่อการขาดทุนเงินต้น เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อที่จะซื้อบ้านในช่วง 1 ปีข้างหน้า หมายความว่า นาย ก ความเต็มใจในการยอมรับความเสี่ยง (Willingness to take risk) ในระดับต่ำ จากตัวอย่างจะเห็นว่าระดับความสามารถและระดับความเต็มใจในการรับความเสี่ยงไม่สอดคล้องกัน

ในการจัดสรรสินทรัพย์เบื้องต้น ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจในประเภทของสินทรัพย์ก่อน ซึ่งในปัจจุบันสินทรัพย์แบ่งออก 3 ประเภท ได้แก่

  1. สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ แปลอย่างง่ายคือ มีโอกาสที่เงินลงทุนจะขาดทุนน้อย เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน
  2. สินทรัพยเสี่ยงสูง นั่นคือ สินทรัพย์ที่เมื่อลงทุนแล้วมีความเสี่ยงในการขาดทุนสูง เช่น หุ้นสามัญ ตราสารอนุพันธ์
  3. สินทรัพย์ทางเลือก โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนิยามไว้ว่า เป็นสินทรัพย์ที่นอกเหนือไปจากสินทรัพย์พื้นฐาน หรือก็คือสินทรัพย์ที่กล่าวมาใน 2 ประเภทแรก


ในส่วนของผลิตภัณฑ์ Unit-Linked My Style ของ Allianz Ayudhya นั้นเปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกลงทุนในกองทุนได้เอง โดย Allianz Ayudhya ได้คัดเลือกกองทุน ตามความเสี่ยงของผู้ลงทุนที่อาจจะรับได้ ซึ่งแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป จำนวน 6 กองทุน โดยกองทุนแต่ละกองจะมีจุดเด่นในนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันโดย 6 กองทุนนี้ จะถูกแบ่งตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนจะไปลงทุน ดังต่อไปนี้


1. กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ อันประกอบไปด้วยกองทุนรวม TCMF และ KFMTFI ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่เหมือนกัน คือ เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เงินฝาก และหุ้นกู้เอกชนชั้นดี เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แต่มีจุดเด่นสำคัญที่แตกต่างกันบ้าง คืออายุของสินทรัพย์ที่กองทุน TCMF เลือกลงทุนไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน จะมีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 92 วัน ขณะที่กองทุน KFMTFI จะลงทุนโดยที่อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1-3 ปี


นอกจากนี้ผลของระยะเวลาในการสับเปลี่ยนก็ต่างกัน กล่าวคือกองทุน TCMF สามารถทำรายการสับเปลี่ยนกองทุนให้มีผลได้ในระยะเวลา T+1 ส่วนกองทุน KFMTFI จะสามารถทำรายการสับเปลี่ยนกองทุนทีผลในระยะเวลา T+2

จะเห็นได้ว่าอายุสินทรัพย์ที่ต่างกันทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังของ 2 กองทุนนี้ ย่อมแตกต่างกันออกไป โดยจากนิยามตามตำราที่ว่าสินทรัพย์ประเภทที่มีระยะเวลาครบกำหนดชำระหนี้สั้นความคาดหวังในผลตอบแทนย่อมน้อยตาม แต่ก็จะมีสภาพคล่องที่ดีกว่าหรือก็คือ ขายเป็นเงินสดได้เร็วกว่า

รูปที่ 1 อัตราผลตอบแทนของกองทุน TCMF และ KFMTFI l Source : Finnomena.com As of 13/04/2020


หากพิจารณาในมุมสภาพคล่องของพอร์ตการลงทุน จะเห็นได้ว่ากองทุน TCMF จะอยู่ในบทบาทของสินทรัพย์สภาพคล่องสูง อาจเหมาะในการพักเงินลงทุน รอจังหวะที่เหมาะสม ขณะที่กองทุน KFMTFI อาจเหมาะในการช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ และอาจสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว


2. กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งมีกองทุน ที่ให้เลือกลงทุนถึง 4 กองทุน โดยมีลักษณะของการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงที่แตกต่างกันออกไป

  • TMB50 มีนโยบายการลงทุนให้ผลตอบแทนคล้ายคลึงกับดัชนี SET50 (Passive Management) ซึ่งเป็นดัชนีที่มีหุ้นไทยขนาดใหญ่ 50 ลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็น ปตท., ปูนซีเมนต์ไทย, CPALL, การท่าอากาศยานไทย เป็นต้น มีจุดเด่น คือ ความมั่นคง เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว อีกทั้งการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ทำให้ได้เปรียบในเชิง Economies of Scale หรือการประหยัดต่อขนาดสูง
  • KFVALUE มีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยที่มีโอกาสเติบโตสูง (Active Management) มีราคาหุ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับราคาที่ผู้จัดการกองทุนประเมินเอาไว้ เพื่อรับโอกาสการเติบโตที่เหนือกว่าภายใต้ความผันผวนต่ำจากมูลค่าที่เหมาะสมนั่นเอง
  • ABSM กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Active Management) ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี มีการเปลี่ยนแปลงหุ้นในพอร์ตการลงทุนเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการสะสมมูลค่า กลายเป็นดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเติบโตของเงินลงทุนได้อย่างสูงในระยะยาว
  • TISCOMS มีนโยบายการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Active Management) พร้อมกลยุทธ์การปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์เสมอ เช่น การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมา แต่ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานและราคาน้ำมันจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้พอร์ตการลงทุนได้รับโอกาสการสร้างผลตอบแทนอยู่เสมอ


โดยบทบาทของกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง ก็เปรียบเสมือนแนวหน้าในการสร้างอัตราผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุนโดยรวมทั้งหมด สินทรัพย์เสี่ยงสูงจึงมักจะเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเสมอ เพื่อรับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยมูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่าอัตราผลตอบแทนที่จากทำธุรกิจนั้นมีโอกาสได้สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ก็ต้องย้ำกันอีกครั้งว่าสัดส่วนของสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและสูง จะน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงที่กล่าวถึงตอนต้น พร้อมทั้งย้ำอีกครั้งว่าผู้ลงทุนควรจะต้องคำนึงถึงทั้งความสามารถในการรับความเสี่ยง และความเต็มใจในการรับความเสี่ยงอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้การกระจายความเสี่ยงนั้นเหมาะสมกับผู้ลงทุนนั่นเอง



ผู้เรียบเรียงบทความโดย: คุณ ณัฐนันท์ บ่างสมบูรณ์ Senior Portfolio Specialist FINNOMENA

Source : FINNOMENA.com, www.sec.or.th (กลต.)